“การพบ” ครั้งแรก กัวเผย์ ดีไซน์เนอร์โอต์กูตูร์มือหนึ่งจากจีนร่วมรันเวย์โชว์ที่ประเทศไทย

38206

“กัวเผย์” ดีไซน์เนอร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมือหนึ่งในวงการโอต์กูตูร์ของจีน ผู้ก่อตั้ง “เหมยกุยฝาง” (Rose Studio) ณ มณฑลหางโจว ประสบความสำเร็จทัดเทียมแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Cartier และเป็นผู้ออกแบบชุดที่นักร้องชื่อดัง ริฮานน่า สวมเดินพรมแดงในงาน Met Gala เมื่อปี 2015 อีกด้วย โดยเป็นชุดที่อยู่ในคอลเลกชั่น “หนึ่งพันสองราตรี” และทำให้กัวเผย์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ความสำเร็จของเธอไม่ใช่เพียงความบังเอิญ แต่เกิดจากความมุมานะและการสั่งสมประสบการณ์อันยาวนาน จนมีโอกาสได้ตระหง่านบนเวทีดีไซน์เนอร์ระดับโลก เธอบอกว่า “มีสุภาษิตจีนกล่าวว่า ‘โอกาสเป็นของคนที่พร้อมเสมอ’ ถ้าเราทำสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุด สร้างสรรค์งานของเราให้ดีที่สุด โอกาสจะเป็นของเราเอง”

ชุดราตรีที่ริฮานน่าสวม ครั้งนี้ก็นำมาจัดแสดงที่ไทยด้วย และแม้ว่าชุดดังกล่าวจะมีทั้งคำชื่นชมและเสียงวิจารณ์ หรือถึงขั้นมีชาวเน็ตนำไปตัดต่อเป็นรูปพิซซ่า แต่กัวเผย์กลับยอมรับผลตอบรับทั้งหลายโดยไม่หวั่นไหว “อันที่จริงฉันไม่โกรธเลย เพราะหากเรามองจากมุมของดีไซน์เนอร์ เราจะตัดสินชิ้นงานด้วยหลักการและเกณฑ์ของมืออาชีพ แต่หากมองจากมุมของความบันเทิงสนุกสนาน ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สองมุมมองนี้แยกจากกันอย่างชัดเจน แต่สังคมปัจจุบันชอบนำมุมมองของมืออาชีพและความบันเทิงมาปะปนกัน หากนำความสนุกสนานมาตัดสินผลงานของมืออาชีพ ถือว่าเป็นการดูถูก แต่หากเป็นเพียงการเล่นเพื่อความสนุกล้วนๆ ฉันคิดว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดี เหมือนที่ชุดนั้นถูกตัดต่อเป็นรูปพิซซ่า ก็ช่วยให้คนธรรมดาที่ไม่ได้สนใจเรื่องแฟชั่นได้รู้จักชื่อของกัวเผย์”

ครั้งนี้กัวเผย์ได้รับเชิญให้ร่วมงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่นวีค 2017” (Bangkok International Fashion Week 2017) ซึ่งจัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าในเครือสยามพิวรรธน์ สำหรับครั้งแรกที่เดินทางมาไทยและร่วมงานแฟชั่นรันเวย์ที่นี่ กัวเผย์เล่าให้เราฟังว่า “สนใจวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่เด็กแล้ว และดีใจมากที่ได้มาร่วมงานแฟชั่นรันเวย์ BIFW2017 โดยชื่อธีมในครั้งนี้คือ ‘การพบเจอ’ แสดงถึงการที่พวกเราได้พบกัน การที่ฉันได้พบประเทศไทย เพราะฉันคิดว่าทุกอย่างในชีวิตของคนเราเริ่มต้นจากการพบเจอ”

งานดีไซน์ของกัวเผย์มีรากฐานมาจากวัฒนธรรม และเมื่อเธอเดินทางมาประเทศไทยก็ได้ไปเยี่ยมชม “พระบรมมหาราชวัง” ได้ซึมซับวัฒนธรรม ความละเอียดอ่อน และความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยอย่างเต็มเปี่ยม “ฉันได้เห็นชุดไทยที่งดงามที่สุดที่พระบรมมหาราชวัง เพราะฉันคิดว่าชุดของพระราชินีต้องเป็นชุดที่สวยที่สุด ความสง่างามและพัสตราภรณ์ของพระองค์ ทำให้ฉันได้เห็นความงามและความอ่อนช้อยของหญิงสาวชาวไทย เป็นความละเอียดงดงามที่เราชาวเอเชียมีร่วมกัน นอกจากนี้ฉันยังชอบชุดโขนละครของไทยมาก การแสดงบนเวทีสะท้อนให้เห็นถึงความงามอันเหนือชั้น ฉันสังเกตว่าทุกครั้งก่อนขึ้นแสดง ผู้แสดงชาวไทยจะใช้เข็มเย็บชุดละครอย่างประณีตทุกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นอะไรแบบนี้ เพราะพวกเราจะใช้แต่กระดุมกับเข็มกลัด ความละเอียดอ่อนของคนไทยทำให้ฉันประทับใจมาก และทำให้ฉันได้รู้จักวัฒนธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนบนโลก ฉันจะไปพิพิธภัณฑ์ก่อน เพื่อไปชมวัฒนธรรมที่สุดยอดที่สุดของประเทศนั้น จากนั้นจึงไปมองหารากฐานทางวัฒนธรรมและงานฝีมือของคนในท้องถิ่น และงานดีไซน์ของฉันก็เกิดขึ้นจากกระบวนการรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน สิ่งที่สะท้อนอยู่ในผลงานของฉันไม่ได้มีแค่ประเทศจีน แต่เป็นการรวมองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจากที่ต่างๆ บนโลกไว้ด้วยกัน และในงานชิ้นต่อไปของฉัน ทุกคนก็จะได้เห็นแรงบันดาลใจที่มาจากวัฒนธรรมไทย”

กัวเผย์ผู้เกิดในปี 1976 เล่าให้เราฟังว่า “หลังการปฏิวัติวัฒนธรรมที่จีน เราไม่มีสีสัน ไม่มีแฟชั่น ไม่มีวัฒนธรรม ฉันเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์รุ่นแรกของจีน เวลานั้นจีนเพิ่งเปิดประเทศ คนจีนยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแฟชั่นดีไซน์เลย แต่ในใจของทุกคนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า เหมือนฉันเองที่มีความปรารถนาที่จะตามหาสิ่งที่งดงามที่สุด ทำให้ฉันเกิดแรงผลักดันจากเบื้องลึกในจิตใจให้ออกไปตามหาสิ่งที่งดงามที่สุดอยู่ตลอดเวลาจวบจนทุกวันนี้ แม้แต่ครั้งนี้ที่มาประเทศไทย สิ่งแรกที่ฉันมองหาก็คือพระบรมมหาราชวัง วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมที่งดงามที่สุดของที่นี่”

เธอบอกเราอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “การเป็นดีไซน์เนอร์ที่จีนเป็นเรื่องยาก เหมือนการตามหาโอเอซิสกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง เพราะไม่มีพื้นฐานใดๆ ให้เรายึดเป็นแบบอย่าง จวบจนวันนี้ ทุกคนคงรู้ว่าจีนยังคงปิดกั้นการรับข่าวสารจากโลกภายนอก เราเทียบกับประเทศไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะประเทศไทยสามารถติดตามข่าวสารและเทรนด์จากต่างประเทศได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เอง การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจึงกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่หลวงมากอย่างหนึ่งสำหรับดีไซน์เนอร์จีน”

นอกจากนี้ กัวเผย์ยังพูดถึงปัญหาของแวดวงแฟชั่นเอเชียว่า “ดีไซน์เนอร์ทั้งไทยและจีนประสบปัญหาเดียวกันคือรับอิทธิพลจากแบรนด์ตะวันตกมากเกินไป หากเราไม่ทำลายกำแพงตรงนี้ เราจะตามเทรนด์ของตะวันตกไปตลอด เอเชียจะตามหลังเขาไปตลอด นี่คือทางตัน” ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยากให้ดีไซน์เนอร์วัยรุ่นในเอเชียกล้าที่จะแตกต่าง และแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา สร้างดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เดินตามเส้นทางของตัวเอง

นอกจากนี้ กัวเผย์ซึ่งให้ความสำคัญกับรากฐานทางประวัติศาสตร์และชนชาติของตนเองยังเสริมว่า “เทรนด์ในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับวงการแฟชั่นดีไซน์ แต่เราต้องมี ‘ราก’ รากนั้นก็คือขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม เทคนิคงานฝีมือ อันที่จริงสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานแรกสุด เราต้องหยั่งรากของเราให้มั่นคงก่อน หากเราไม่มีราก เราก็ไม่อาจงอกงามไปสู่จุดที่สูงกว่าในอนาคต ไม่อาจผลิต้นกล้าออกดอกผล ดังนั้นฉันจึงใช้เวลาสามสิบปีเพื่อศึกษารากฐานทางวัฒนธรรมของจีนและที่ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ฉันกลายเป็นดีไซน์เนอร์ที่มี ’ราก’ ที่มั่นคง”

ตามหา ‘ราก’ โดยเริ่มมองหาจากภายในจิตใจ จากบ้านเกิด จากวัฒนธรรมของที่ต่างๆ ทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอมีพลังอันแข็งแกร่งในการหยั่งรากลงลึกอย่างมั่นคง และสามารถซึมซับองค์ประกอบความงดงามมาสร้างงานออกแบบได้มากมาย เกิดเป็นสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครของเธอเพียงผู้เดียว

Cover photo: iconsingapore

撰寫留言

Please enter your comment!
Please enter your name here